Xbox Logo
Xbox Live
ผู้บริหารเทศบาล
p2555.jpg
แนะนำเทศบาล
หน้าแรก
วิดิทัศน์แนะนำเทศบาล
ประวัติอำเภอ
แผนที่ข้อมูลการท่องเที่ยว
คำแถลงนโยบายนายกเทศมนตรี
ความหมายตราสัญลักษณ์
วิสัยทัศน์
ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชน
ข้อมูลอำเภออากาศอำนวย
ข้อมูลพื้นฐานเทศบาล
หนังสือราชการจากกรมฯ
สำนักทะเบียนท้องถิ่น
ประวัติศาสตร์ไทโย้ย
ประเพณีการเล่นโย้ยกลองเลง
แบบประเมินความพึงพอใจ*
โครงสร้างการบริหารงาน*
งบแสดงฐานะทางการเงินแยกรายปี
แผนอัตรากำลัง*
ประมวลคุณธรรมจริยธรรม*
งบประมาณรายจ่ายประจำปี*
สถานะทางการคลัง*
แผนพัฒนาเทศบาล*
โครงการเด่น
ระเบียบเทศบาลฯ
แบบประเมินความเครียด
งานบริหารบุคคล
ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
โรงเรียนเทศบาลอากาศอำนวย
ทำเนียบประธานชุมชน
ประมวลจริยธรรมของข้าราชการ
รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ
รางวัลทีได้รับ(แยกรายปี)
แผนที่เดินทาง
ติดต่อเทศบาล
สถิติผู้มาศึกษาดูงาน
สมุดเยี่ยม
เครือข่าย อปท.
หน่วยงานในอำเภอ
เทศบาลบนเฟสบุ๊ค
ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช
ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม
ตราสัญลักษณ์
โครงสร้างเทศบาล(กลาง)
๑ทศวรรษศูนย์การเรียนรู้ชุมชน
การเสนอร่างเทศบัญญัติ
ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป
กองทุนหลักประกันสุขภาพ
ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็น
ประเพณีที่สำคัญ
กิจการสภา
จดหมายข่าว
โครงสร้างการบริหารเทศบาล
ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน
เผยแพร่ประชาสัมพันธ์
ข้อมูลพื้นฐานสำหรับการปฏิบัติงาน
คำร้องทั่วไป ( ระบบออนไลน์ )
หนังสือราชการ สถ.
เทศบัญญัติปี2561
แผนสี่ปี
งบแสดงฐานะทางการเงิน60
ข้อมูลกรรมการหมู่บ้าน
บัญชีสรุปโครงการ
มติประชุมกทจ.สกลนคร
จดหมายข่าวเทศบาล
บัญชีจัดตำแหน่งข้าราชการ
การควบคุมกิจการ
การยื่นรายการเสียภาษีปี60
การยื่นรายการเสียภาษีปี59
แผนการจัดหาพัสดุ*
การมอบอำนาจ*
ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว*
รับฟังความคิดเห็นเทศบัญญัติ*
ประกาศเจตจำนงสุจริต
วารสารรายงานประจำปี2559
ปฏิบัติงานผลประโยชน์ทับซ้อน
สรุปการจัดซื้อจัดจ้าง
การจัดการองค์ความรู้
คู่มือการปฏิบัติงานเบี้ยยังชีพ
วารสารรายงานประจำปี2559
แผนการตรวจสอบภายใน
ช่องทางร้องเรียนร้องทุกข์
รายงานสรุปผลรับเรื่องร้องเรียน
ขั้นตอนการร้องเรียนร้องทุกข์
กองทุนหลักประกันสุขภาพ*
ประกาศจัดตั้งเทศบาล*
ศูนย์ดำรงธรรม*
ศูนย์ดูแลเด็กและผู้พิการ*
ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช*
สภาวัฒนธรรมอำเภอ*
บุคลากรเทศบาล
คณะผู้บริหาร
สภาเทศบาล
ปลัดเทศบาล
รองปลัดเทศบาล
โครงสร้างส่วนราชการ
หน่วยงานตรวจสอบภายใน
สำนักปลัดเทศบาล
กองการศึกษา
กองช่าง
กองคลัง
กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
กองวิชาการและแผนงาน
กองสวัสดิการสังคม
โรงเรียนเทศบาลอากาศอำนวย
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
ศูนย์เด็กวัดทุ่ง
ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว*
วัดในเขตเทศบาล

วัดจอมแจ้ง
ตั้งอยู่ริมน้ำยามทางด้านทิศตะวันตกของหมู่ ๓ บ้านอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร มีเนื้อที่ประมาณ ๑๐ ไร่ การก่อสร้างไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร หากแต่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า มีการสร้างต่อจากวัดทุ่งและเคยมีพระภิกษุสามเณรที่มาศึกษาเล่าเรียนมาก
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้กลายเป็นวัดร้างมาเป็นเวลาหลายปี หากแต่ยังมีทะเบียนเลขที่วัดจากทางกรมศาสนาอยู่วัดจอมแจ้งมีสถานนที่สำคัญ คือ ปากอุปคุต มีความสำคัญและมีความศักดิ์สิทธิ์มาก สำหรับประเพณีที่สำคัญ คือ ทำบุญเดือนสามและบวชชีพราหมณ์เดือนสี่ของทุกปี

วัดกลางพระแก้ว
วัดกลางพระแก้ว (เดิมชื่อวัดท่าฮัง) หรือวัดทักสิมาวาด ตั้งอยู่ที่ ๕๗ หมู่ ๑๖ ถนนรวมมิตร บ้านอากาศ ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๐ มีทางสาธารณะรอบวัด มีบ้านเรือนของราษฏรตั้งล้อมรอบทั้ง ๓ ด้าน ส่วนด้านทิศเหนือติดลำน้ำยาม
เมื่อครั้งท้าวสีสุราช ท้าวนามโคตร ท้าวเพีย วรบุตร ท้าวติ่วสร้อย ได้พาราษฏรมาตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ บ้านม่วงริมยาม มีพระสงฆ์สามเณร คนชรา คนหนุ่มสาว คนฉกรรจ์ ท้าวเพีย เมื่อรวมกันได้หลายครอบครัวแล้ว รวมทั้งหมด ๒,๓๓๙ คน ต่อมาบ้านม่วงริมยาม มีจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้นมีที่ทำกินเป็นหลักแหล่งอุดมสมบูรณ์ และเห็นว่าทำเลที่เหมาะในการตั้งสำนักสงฆ์ จึงได้ย้ายที่พักสงฆ์มาทางด้านทิศตะวันออกบริเวณริมน้ำยามที่เรียกว่า "ท่าฮัง"และผู้คนก็ขยายบ้านเรือนมาทางทิศตะวันออก เมื่อบ้านเมืองอุดมสมบูรณ์ จึงขออนุญาตหลวงพลานุกูล (ท้าวสีสุราช) เป็นเจ้าเมืองคนแรก จึงอนุญาตสร้างวัดอย่างถูกต้อง และได้ขอพระราชทานวิสุงคามสีมาสร้างพัทธสีมาขึ้นในวัดนั้น ๑ หลัง จึงขนานนามวัดนั้นว่า "วัดทักสิมาวาด (วัดทักสิมาวาส)" ปัจจุบัน คือ วัดกลางพระแก้ว

วัดทุ่ง
วัดทุ่ง : เดิมชื่อวัดทัดสิมาวาด เป็นวัดเก่าแก่ดั้งเดิมที่ ๒ รองจากวัดกลางพระแก้ว ตั้งอยู่ที่ หมู่ ๒ บ้านอากาศ ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร สร้างเมื่อ วัน เดือน ปี ใด ไม่มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้เป็นหลักฐานแน่ชัด 
หากแต่มีการบันทึกไว้จากหนังสือภูมิวัดเดิมเมืองอากาศเขียนเป็นอักษรไทยน้อยไว้ตอนหนึ่งว่า "ต่อมาบ้านเมืองกว้างขวางเจริญขึ้นมามาก ความหลวงหลาย จึงได้ขยายออกไป สร้างวัดอีกทางด้านทิศตะวันออก ท่านพระอาจารย์พิมพร้อมด้วยพระสงฆ์ สามเณรและญาติโยม จึงพากันสร้างวัดขึ้นอีกหนึ่งวัดและขนานนามวัดนั้นว่า "วัดทัดสิมาวาด" แต่เนื่องจากพื้นที่มีลักษณะเป็นทุ่งว่างยุใกล้ผู้คน จึงพากันเรียกวัดทุ่ง ต่อมาถึงปัจจุบัน และวัดทุ่งเคยได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมอนุโมทนาพระราชทานวิสุงคามสีมาพระอุโบสถวัดทุ่ง เพื่อเป็นสถานที่ทำสังฆกรรมและพิธีกรรมต่างๆ ทางพระพุทธศาสนาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยาม รัชกาลที่ ๕ รัตนโกสินทร์ ศก. ๑๒๐ พ.ศ. ๒๔๔๔


วัดไตรภูมิ

ตั้งอยู่เลขที่ ๑๗ หมู่ที่ ๔ บ้านอากาศ ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖
ตามประวัติแจ้งว่า ในช่วงรัชกาลที่ ๕ เดิมบ้านอากาศมีอยู่ ๓ วัด คือ วัดกลาง วัดทุ่ง วัดจอมแจ้ง วัดทุ่งเป็นวัดที่ใหญ่และมีพระภิกษุ สามเณรจำนวนมาก หลวงพ่อเก๊าซึ่งจำพรรษาอยู่ในวัดนั้นมีความเห็นว่าไม่เหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนา จึงขอแยกวัดไปตั้งทางทิศเหนือติดริมน้ำยาม ชื่อ วัดใต้ เมื่อหลวงพ่อเก๊ามรณภาพลง วัดใต้จึงกลายเป็นวัดร้าง ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๔๐๐ หลวงพ่อมุนพร้อมด้วยชาวบ้านได้พากันย้ายวัดใต้จากที่เดิมไปตั้งวัดใหม่ทางด้านทิศตะวันออกจากที่เดิมใกล้บริเวณหนองหญ้าปล้องและในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ จึงพากันเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นวัดไตรภูมิ

 



วัดอุดมรัตนาราม(วัดป่านอก)
วัดอุดมรัตนาราม ก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ในปีนั้นหลวงปู่อุ่น อุตตฺโม มีความประสงค์จะสร้างวัดของฝ่ายธรรมยุตขึ้นที่บ้านอากาศ เพราะขณะนั้นวัดฝ่ายธรรมยุตยังไม่มี จึงได้ลงความเห็นให้เลือกเอาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของบ้านม่วงริมยาม เพราะเห็นว่าเงียบสงบดี แล้วจึงได้พากันเริ่มสร้างเป็นสำนักสงฆ์ขึ้น ต่อมาเมื่อพระภิกษุสามเณรมีมากขึ้น จึงได้สร้างกุฏิเพิ่มขึ้นถึง ๑ หลัง สร้างศาลาโรงธรรมขึ้น ๑ หลัง จนต่อมาก็ได้สร้างวัดที่สมบูรณ์แบบขึ้น และหลังจากที่หลวงปู่อุ่น อุตตฺโม ถึงแก่มรณภาพลง จึงได้มีการก่อสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่อุ่น อุตตฺโม เพื่อบรรจุอัฐิและเก็บรักษาเครื่องบริขารของท่าน ตลอดจนประดิษฐานรูปเหมือนเพื่อให้ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายได้กราบไหว้สักการะบูชา

วัดศรีโพนเมือง
วัดศรีโพนเมือง ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. ใด ไม่ปรากฏแน่ชัด ได้สอบถามจากผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่ามีนายเหง้าเมืองกลาง เหง้าละครเป็นผู้เริ่มในการเลือกสถานที่ โดยมีเนื้อที่ ๒ ส่วน ส่วนที่หนึ่งเป็นพื้นที่ของวัดศรีโพนเมืองในปัจจุบัน พื้นที่อีกส่วนหนึ่งมีการก่อสร้างพระธาตุแต่ยังมิแล้วเสร็จ และไม่มีการจดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน หากแต่เป็นตำนานเล่าขานสืบทอดกันของผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า ในสมัยก่อนท่านพระอาจารย์สีทัดเป็นเกจิอาจารย์สายปฏิบัติกัมมัฏฐานที่มีชื่อเสียงมาก มีถิ่นกำเนิดที่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงประเทศลาว ท่านได้ธุดงค์ปฏิบัติกัมมัฏฐานในฝั่งประเทศไทย มีผู้คนรู้จักและเคารพนับถือท่านได้ธุดงค์มาพักแรมที่บ้านอากาศบ่อยครั้ง จนรู้จักมักคุ้นญาติโยมชาวบ้านเป็นอย่างดี ท่านจึงประชุมเพื่อกาอสร้างสถานที่สำคัญแห่งนี้ แต่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ อาจเป็นเพราะพระธาตุมีขนาดใหญ่ การขาดแคลนน้ำและขาดวัสดุในการก่อสร้าง ท่านจึงไปสร้างแห่งใหม่ คือพระธาตุท่าอุเทน อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม

พระธาตุเมืองอากาศ
ความเป็นมา การสร้างการก่อสร้างพระธาตุเมืองอากาศ
ในอดีตกาลบ้านอากาศย้ายถิ่นมาจากเมืองฮ้อมท้าวฮูเซ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๓๙๖ รวมเป็นเวลา ๑๕๓ ปีนับตั้งแต่การตั้งเมืองอากาศ แต่ยังไม่มีพระธาตุประจำเมืองเคยมีคนปรารรภสร้างแต่ก็ไม่สำเร็จและก็ย้ายไปสร้างพระธาตุท่าอุเทนแทน ปัจจุบันฐานพระธาตุที่สร้างไม่สำเร็จก็ยังคงปรากฎอยู่ ต่อมาท่านพระครูพิมลธรรมนิเทศก์ได้เดินทางไปยังประเทศพม่า สังเกตุเห็นทุกวัดมีเจดีย์พระธาตุองค์ต่างๆจึงตั้งจิตอธิฐานที่เจดีย์ชเวดากองว่า "ขอให้ได้สร้างพระธาตุประจำเมืองอากาศให้สำเร็จ เพื่อเป็นที่กราบไหว้สักการะของคนทั่วไป และเพื่อเป็นการดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา" 
จากนั้นท่านพระครูพิมลธรรมนิเทศก์เดินทางกลับมาในปี พุทธศักราช ๒๕๔๙ จึงได้พาญาติโยมชาวเมืองอากาศก่อสร้างโดยมีฐานกว้าง ๙ x ๙ เมตร สูง ๓๗ เมตร สร้างเสร็จในปีพุทธศักราช ๒๕๕๓ และได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุเมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๔ ที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฏราชกุมาร พระเดช พระคุณ พระพรหมเวที เจ้าคณะภาค ๘ กรรมการมหาเถระสมาคม มาเป็นประธานในการบรรจุ อนึ่งทางวัดมีความประสงค์ขอทูลเชิญ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร ทรงเสด็จเป็นประธานประกอบพิธียกฉัตรเจดีย์พระธาตุเมืองอากาศ เพื่อเป็นมิ่งมงคล สืบไปชั่วกาลนาน

พระอุปคุต
อุปคุต เป็นชื่อของพระอรหันต์องค์หนึ่งซึ่งมีฤทธิ์ปาฏิหารย์มากสามารถเข้าสู่จตุตถฌานอธิษฐานจิตให้เกิดอภิญญาญาณ กระทำอิทธิฤทธิ์ได้ตามความประสงค์ สถานที่ตั้งปากอุปคุตติดกับวัดจอมแจ้ง ทางด้านทิศตะวันตก หมู่ ๓ บ้านอากาศ
ปากอุปคุต ณ ที่แห่งนั้นชาวเผ่าไทโย้ยบ้านอากาศตั้งแต่บรรพบุรุษมาได้ยึดถือและกำหนดที่นั้น เป็นที่อัญเชิญและอาราธนานิมนต์กึสอุปคุตเถรระผู้มีอิทธิฤทธิ์ปราบพระยามารทั้งหลายได้อย่างราบคาบในงานพิธีมงคลทางพุทธศาสนา เช่น งานบุญพระเวสสันดร เป็นต้น ชาวไทโย้ยก็จะไปทำพิธีอาราธนาและนิมนต์อัญเชิญมาปกปักรักษาในงานนั้นไม่ให้มีเหตุเภทภัยนาๆประการ และอาราธนาขอให้อุปคุตเถระปกปักรักษาไพร่ฟ้าประชาราษฎร์อากาศอำนวยให้อยู่เย็นเป็นสุขทุกๆ ไป
ดังเรื่องราวในอดีตกาลนานมาพุทธศาสนาล่วงแล้วสองร้อยแปดสิบพวัสสามีพระมหากษัตริย์องค์หนึ่ง ชื่อว่า พระยาศรีธรรมมาโศกราช เสวยราชสมบัติในเมืองปาตลีบุตรมหานคร พระองค์ตั้งอยู่ในคำสอนของเจ้านิโคตรสามเณรมีพระทัยเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงสร้างพระเจดีย์แปดหมื่นสี่พันองค์เพื่อบูชาพระไตรปิฏกและเพื่อนำเอาพระธาตุของพระพุทธเจ้าเข้าบรรจุไว้ทุกเจดีย์ครั้นเสร็จแล้วพระองค์ก็กำหนดวันสมโภชเจดีย์เป็นเวลาเวลาเจ็ดปี เจ็ดเดือน เจ็ดวัน แต่พระองค์ทรงกลัวพระยามาร จะมารังควาญ ก่อเหตุร้าย ความไม่สงบทั้งหลายทั้งปวง ในงานสมโภช จึงนภัสการพระภิกษุและสามเณรปรึกษาหารือ จึงหาผู้ที่จะมาป้องกันและกำจัดยับยั้งพระยามารไว้จนกว่าจะสมโภชพระเจดีย์แปดหมื่นสี่พันองค์จะครบกำหนด
พระยาศรีธรรมมาโศกราชผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ก็อาราธนานิมนต์พระอรหันต์กีสอุปคุตเถระไปสู่ที่ประชุมสงฆ์ ครั้นได้กาลเวลาอันเป็นวันสมโภชพระอรหันต์กีสอุปคุตเถระก็สำแดงอิทธิฤทธิ์กำจัดมารผู้มารบกวนราวีจนครบกำหนดวันสมโภช เจ็ดปี เจ็ดเดือน เจ็ดวัน นั้นแล
ด้วยข้อมูลและเหตุผล คือ จุดกำเนิดเกิดปากอุปคุต ณ ที่ปากฮ่องกะดัน เพราะเป็นที่ที่เห็นว่าเหมาะสมมากแล ซึ่งเป็นเรื่องราวในอดีตกาลล่วงนานมาแล้วนั้น พระอรหันต์กีสอุปคุตเถระจะเสวยสุขสงบในท้องมหาสมุทร ดังนั้น ผู้สืบประวัติตามจารีตประเพณีจึงยึดถือเอาปากน้ำหรือสายน้ำที่เหมาะสมมาสมมุติฐาน



ประวัติพิพิธภัณฑ์
พระครูบริบาลสังฆกิจ (หลวงปู่อุ่น อุตตฺโม)

พิพิธภัณฑ์พระครูบริบาลสังฆกิจ สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๕๓๓
ท่านพระครูบริบาลสังฆกิจ (หลวงปู่อุ่น อุตตฺโม) เดิมชื่อ อุ่น วงศ์วันดี เกิดที่บ้านอากาศ อำเภอวานรนิวาส (อำเภออากาศอำนวยในปัจจุบัน) จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๔๕๒ โยมบิดาชื่อนายอุปละ วงศ์วันดี โยมมารดาชื่อ นางบุดดี วงศ์วันดี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๗ คน
อุปสมบทเป็นพระธรรมยุต
ท่านได้อุปสมบทอีกครั้งเมื่ออายุได้ ๒๑ ปี ณ อุทกุกเขปสีมา (สิมน้ำ)ที่ท่าบ้านร้าง กลางลำน้ำยาม บ้านอากาศ เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๗๓ โดยมีพระราชเวที (จูม พนธุโล) วัดโพธิ์สมถรณ์ จังหวัดอุดรธานี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สีลา อิสฺสโร วัดอิสสระธรรม บ้านวาใหญ่ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า "อุตฺตโม" และได้จำพรรษาอยู่ที่นั่น เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิบัติสมถวิปัสสนากรรมฐาน ตามแบบอย่างของพระอาจารย์มั่น ภูริฑตฺโต เป็นเวลา ๔ ปี
ปฏิปทา นับตั้งแต่ที่ท่านบวชเข้ามาในคณะกรรมฐานแล้ว ก็ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด เป็นผู้เด็ดเดี่ยวในการปฏิบัติกำจัดกิเลส เพื่อให้หลุดพ้นอย่างแท้จริง ท่านเป็นคนพูดน้อย มีคำเทศนาน้อยและเป็นผู้มีนิสัยมักน้อย สันโดษ ไม่ใช้สิ่งของฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะในเรื่องผ้านุ่ง ผ้าห่ม ท่านจะอธิษฐานใช้เฉพาะผ้าที่จำเป็นเท่านั้น ท่านทำความเพียรของท่าน ถ้านเป็นวันพระหรือวันสำคัญทางศาสนาท่านจะพาญาติโยมทำความเพียรตลอดทั้งคืน หากเป็นวันธรรมดา ในตอนหัวค่ำหลังจากทำวัตรเย็น ท่านจะพักผ่อนจำวัดเสียก่อน ครั้งพอถึงเที่ยงคืนหรือตีหนึ่ง ท่านจะลุกขึ้นมาทำความเพียรโดยการเดินจงกรม พอถึงตี ๒ จะเปลี่ยนมานั่งสมาธิ ตี ๓ จะพักผ่อนอีก ตี ๔ ลุกขึ้นมานั่งสมาธิจนสว่าง แล้วล้างหน้าแปรงฟันเตรียมตัวออกบิณฑบาต
การอาพาธและมรณภาพ
พ.ศ.๒๕๒๓ ท่านเริ่มอาพาธ และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอาจารย์ฝั้น อาจาโร อำเภอพรรณาณิคม มรณภาพเมื่อเวลาเมื่อเวลา ๑๖.๓๐ น. ด้วยอาการสงบและได้จัดงานพระราชทานเพลิงศพ ในวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๒๕ ภายหลังพระราชทานเพลิงศพแล้ว ในปี พ.ศ.๒๕๒๘ แม่ชีบุญฮู้ พรมเทพ ที่วัดอุดมรัตนาราม พบว่าอัฐิที่เก็บรักษาไว้บูชาแปรสภาพเป็นพระธาตุ ๒ องค์ มีสัณฐานดังข้างสารหัก
ต่อมา เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๓๓ คณะศิษยานุศิษย์ จึงได้ประชุมกันและได้พิจารณาเห็นสมควรจะสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์ เพื่อบรรจุอัฐิและเก็บรักษาเครื่องบริขารของท่าน ตลอดจนประดิษฐานรูปเหมือนเพื่อให้ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายได้กราบไหว้สักการะบูชา และได้จัดงานวางศิลาฤกษ์เจดีย์ เมื่อวันเสารที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๓๘ และดำเนินการก่อสร้างเรื่อยมาจนแล้วเสร็จ ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างทั้งสิ้น ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท และทำการฉลองเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๙

สถานที่ท่องเที่ยวและประเพณีที่สำคัญ

 

บุญตูบ

บุญเดือนอ้าย ไหว้พระธาตุเมืองอากาศ

บุญเดือนสิบ แข่งเรือ ไหลเรือไฟ ไหว้พระแก้ว

ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือนสิบของทุกปี   ชาวอำเภออากาศอำนวย   จะจัดให้มีงานประเพณี บุญเดือนสิบ แข่งเรือ-ไหลเรือไฟ-ไหว้พระแก้วคู่บ้าน” 

วันไทโย้ย ตรงกับวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี

ประเพณีการเล่นกลองเลง

ประเพณีการเล่นกลองเลง
กลองเลงชาวโย้ยบ้านอากาศ มีมาตั้งแต่สมัยโบราณแต่ไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ แต่เคยมีผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า กลองเลงทำด้วยไม้ประดู่ มีลักษณะเป็นกลองสองหน้าหุ้มด้วยหนังวัว หนังควาย กลองเลงใช้ตีในงานบุญมหาชาติ งานบุญพระเวชสันดร (บุญตูบ) เวลาตีใช้ไม้หามสองคนหันหน้าเข้าหากัน ตีคนละหน้าไปตามจังหวะ ตึม ตึบ ๆ ๆ
Image
   การเล่นกลองเลงจะนิยมเล่นในก่อนวันรวมบุญ 1 วัน พอค่ำมาก็จะมีหัวหน้าไปชักชวนกัน
หลาย ๆ คนมารวมกัน แล้วก็จะพากันนำกลองเลงไปเล่นตามหมู่บ้านหรือชุมชนใกล้เคียงเพื่อแผ่ปัจจัย ข้าวต้ม ขนม สุราสาโท เป็นต้น การเล่นกลองเลงจะเล่นไปเรื่อย ๆ ทุกหลังคาเรือน โดยจะมีหัวหน้าพาเซิ้งไปตามจังหวะ "โอ้ โฮ๊ะโอ สา โอ้ โฮ๊ะ โอ" ในสมัยก่อนการเล่นกลองเลงจะเล่นจนสว่าง แล้วนำเอาปัจจัยทั้งหลายไปถวายวัดในตอนเช้าของวันรวมบุญ จึงแยกย้ายกันกลับบ้าน
เมื่อถึงเวลาประมาณ 9 - 10 โมงเช้า จะนำเอากลองเลงมาเล่นอีกหรือตีไปแต่ละตูบไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาแห่พระเวสสันดร แล้วจึงไปแห่พระเวสสันดรเข้าสู่วัด โดยเวลาแห่มาตามถนนจะมีการฟ้อนตามจังหวะกลองเลงทั้งชายหญิง (1)
--------------------------------------
กลองเลง : เป็นกลองสองหน้าที่มีขนาดสั้น ทำด้วยไม้ประดู่ ใช้คนหามสองคนและหันหน้า
เข้าหากัน แต่ละคนจะตีไปตามจังหวะ
(1) ผู้ให้ข้อมูล นายยม งิ้วไชยราช อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 58 หมู่ที่ 4 ตำบลอากาศ
อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร

    เมื่อปี พ.ศ. 2537 นายอำเภออากาศอำนวย (นายประสิทธิ์ หิมะคุณ ) ได้เล็งเห็นประเพณีการเล่นกลองเลงเป็นวัฒนธรรมที่ดีอย่างหนึ่งของชาวโย้ยบ้านอากาศ และสนับสนุนกลองเลง โดยนำเอากลองกิ่งมาประยุกต์เพื่อตีประกอบท่ารำโย้ยกลองเลง และได้นำไปแสดงในงานสำคัญต่างๆ เช่น จวนผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครร่วมกับเผ่าอื่นๆ ในเขตจังหวัดสกลนคร และได้รับคัดเลือกจากผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร ให้คัดเลือกเอาคณะรำโย้ยกลองเลงไปรำถวายต่อหน้าพระที่นั่ง ณ
พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร และได้เป็นตัวแทนจังหวัดสกลนคร ไปแสดงในงานสำคัญ ๆ ต่าง ดังนี้
- งานวันที่ 5 ธันวามหาราช ณ สนามหลวง กรุงเทพมหานคร
- ณ ศูนย์วัฒนธรรม จังหวัดมหาสารคาม
- ณ ศูนย์ศิลปาชีพ จังหวัดอุบลราชธานี
- ณ ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์
- ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ที่กรุงเทพมหานคร
- งานกาชาด ข้าวหอมใหม่ไทสกล
- งานบุญประเพณีแข่งเรือไหลเรือไฟที่อำเภออากาศอำนวยทุกปี 
ผู้ให้ข้อมูล นายสมาน ใครบุตร อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 4 ตำบลอากาศ
อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร
Image
การแสดงท่าเล่นกลองเลงประกอบดนตรี
การแสดงท่าประกอบดนตรีกลองเลง เดิมไม่มีการกำหนดท่ารำแต่อย่างใด ใครใครจะออกแขน ออกขา ออกเท้า อย่างไรก็ได้ตามความถนัดของแต่ละคน ซึ่งเอาความสนุกเข้าว่า
ต่อมาทางศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยได้ให้มีการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นอำเภออากาศอำนวย ได้นำเอาประเพณีวัฒนธรรมการเล่นกลองเลงออกไปแสดงที่งานฉลองครบรอบ
150 ปี จังหวัดสกลนครด้วย ปรากฎว่าได้รับความชื่นชมมากในด้านเสียงดนตรี แต่ท่ารำประกอบยังขาดรูปขบวน ขาดความเป็นหนึ่ง อันเนื่องจากแต่ละคนรำตามถนัด ทางศูนย์วัฒนธรรมจังหวัด จึงขอให้ศูนย์วัฒนธรรมอำเภอช่วยหารูปแบบแสดงความเป็นหนึ่งเดียวของการแสดงท่ารำประกอบด้วยอาจารย์นิรสัย หินสอ ซึ่งทำหน้าที่เลขาคณะอนุกรรมการดำเนินงานศูนย์ฯ จึงได้ศึกษาหาข้อมูลประวัติความเป็นของการเล่นกลองเลงทราบว่ามีมาตั้งแต่บรรพบุรุษจากฮ่อมท้าวฮูเซ ซึ่งปรากฏอยู่ในบทกลอนลำเกริ่นก่อนเล่นกลองเลง บท "กลอนลำ" นี้ลำดับโดยผู้ใหญ่อุทร ใยแก้ว ผู้สืบเชื้อสายโย้ยโดยตรงจากบรรพบุรุษ ส่วนท่ารำประกอบนั้นไม่มีลักษณะเฉพาะ จึงให้คณะกลองเลงรำท่าฟรีสไตล์ (Free styl) ให้ดูแล้วจึงจับ "ท่ารำ" ที่มีผสมผสานอยู่ในท่าฟรีสไตล์นั้นออกมาที่ละท่าโดยอาจารย์พรรณนภา ชายกวด อาจารย์ประดิษฐ์ คิอินธิ และอาจารย์พนา วิริยะเจริญกิจ เป็นแม่แบบกำหนดท่าให้แล้วนำไปประยุกต์เข้ากับความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันตามสภาพความเป็นจริง คือ เวลากลางวันชาวบ้านจะใช้ชีวิตอยู่กลางท้องไร่ท้องนา ทำไร่ทำสวนหรือไม่ก็หาปู ปลา เก็บผัก หักฟืน ต่อเมื่อตะวันคล้อยต่ำจึงกลับบ้าน หุงหาอาหารแล้วอาบน้ำแต่งตัวไปร่วมงานบุญจากจุดนี้จึงจับมาประยุกต์เป็นท่ารำต่าง ๆ ดังนี้
ท่าที่ 1 ท่าออกเป็นท่าที่เดินทางกลับจากเรือกส่วนไร่นา
ท่าที่ 2 มาถึงบ้านแล้วก็ลงอาบน้ำที่ลำน้ำยาม ในท่าวิดน้ำขึ้นอาบและถูเหงื่อไคล
สับเปลี่ยนกัน
ท่าที่ 3 แล้วมา ผัดหน้า แต่งตัว หญิงนุ่งผ้า ห่มผ้าสไบ ชายนุ่งกางเกงแล้วใช้
ผ้าขาวม้าคาดพุง
ท่าที่ 4 ผัดหน้าทาแป้ง
ท่าที่ 5 สองกระจกสำรวจความสวยงาม ความเรียบร้อยของการแต่งกาย
ท่าที่ 6 แต่งกายเรียบร้อยแล้วกวักมือเรียกเพื่อนบ้านไปร่วมงานเล่นกลองเลงกัน
ท่าที่ 7 จังหวะดนตรีเปลี่ยนเป็นจังหวะที่เร็วขึ้น เข้าสู่การเล่นกลองเลง หนุ่มสาวไล่
หยอกล้อกัน
ท่าที่ 8 ท่าหนุ่มเกี้ยวสาว
ท่าที่ 9 ท่าสาละวันเตี้ยลง
ท่าที่ 10 ท่ารำมวยโบราณ
ท่าที่ 11 นำต้นเทียนถวายวัด อันเป็นท่าจบของรำโย้ยกลองเลง


กลอนเซิ้งกลองเลง มีดังนี้
โอ้โฮ๊ะโอ สาโอ้โฮ๊ะโอ แม่เฒ่าเว้ยแม่เฒ่า
ขอกินเหล่านำเจ้าสักโถ ขอเหล่าเด็ดนำเจ้าสักโอ ขอเหล่าโทนำเจ้าสักถ่วย
กล้วยและอ้อยเป็นสัพสิ่งของทาน พวกลูกหลานขอทานกินแด่
เจ้าบ่อให้ข่อยกะบ่อหนี เอากลองเลงมาตีอยู่นี่
ตี ใกล้ ๆ ในหน่า ขันใด
โอ้โฮ๊ะโอ สาโอโฮ๊ะโอ เจ้าอยากให้เจ้าอย่าสูนาน
เจ้าอยากทานเจ้าอย่าสูช้า หลานกำพร้าสิไปเที่ยวหลายเฮือน
โอ้โฮ๊ะโอ สา อ้โฮ๊ะโอ เจ้าให้แล้วข่อยกะสิขอลา ลาก่อนเด้อลาไปก่อนแหล่ว
ตีนเบื้องซ้ายยับออกลีลา ตีนเบื้องขวายับออกลีล้าย
ย้ายจากหนี่สิไปเที่ยวหลายเฮือน โอ้โฮ๊ะโอล่าโอ้โฮ๊ะโอ....

--------------------------------------
คำว่า ถ่วย (ภาษาโย้ย) หมายถึง ถ้วย
ผู้ให้ข้อมูล - นายบัวเรียน เหง้าละคร อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 66 หมู่ที่ 4
ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร
ผู้รวบรวมและเรียบเรียง - นายกงเที่ยง อินธิโคตร อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 4
ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร
วันที่ 8 พฤษภาคม 2548
- นายประดิษฐ์ คิอินธิ อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 132 หมู่ที่ 10
ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร

 

 

รร.เทศบาลอากาศอำนวย
กองทุนหลักประกันสุขภาพ
แนะนำบุคคลากร
Who's Online
ขณะนี้มี 10 บุคคลทั่วไปออนไลน์
จำนวนผู้มาเยี่ยมชม
ผู้มาเยี่ยมชม 617488 คน
เข้าชมมากที่สุด
ผลิตผลแห่งความสำเร็จ
rrr.gif